คปก.เร่งด่วนเสนอแนวทางลด ละ เลิก ใบอนุญาตที่ไม่จําเป็น เอื้อประชาชนประกอบธุรกิจง่ายขึ้น

     วันพุธที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ – คณะอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน โดยประธานอนุกรรมการ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ในคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมการ จัดเวทีเปิดตัว “โครงการทบทวนการอนุญาต Thailand’s Smart & Simple License” ณ ห้องประชุมย่อย ๑-๒ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถนนรัชดาภิเษก แขวงคลองเตย กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้เข้าร่วมจากทั้งภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และประชาชนทั่วไปจำนวนมาก

     นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ รักษาการเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวรายงานการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน ได้ดำเนินการศึกษาวิเคราะห์วิจัยเกี่ยวกับการวิเคราะห์กฎหมาย กฎ ระเบียบที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชน ซึ่งได้ดำเนินการมาแล้วสองระยะ ระยะที่หนึ่งดำเนินการเรื่อง Ease of doing business ระยะที่สองเป็นการพิจารณาทบทวนกฎหมาย กฎ ระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตเพื่อลดภาระการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน ซึ่งมีความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หมวด ๖ มาตรา ๗๗  โดยเน้นประเด็นเรื่องการเริ่มต้นธุรกิจ การขอใบอนุญาตต่าง ๆ เป็นต้น ให้มีประสิทธิภาพ รองรับภาคการผลิตและภาคบริการ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและการพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐและสอดคล้องกับการปฏิรูปประเทศ ซึ่งการลดขั้นตอนนี้จะต้องทำให้สั้น ง่าย และเกิดความโปร่งใส โดยการทบทวนการอนุญาตนี้จะมีการลดจำนวนขั้นตอนที่เกี่ยวกับการอนุญาตที่ไม่จำเป็น ลดระยะเวลา ลดค่าใช้จ่าย และมีการตรวจสอบอย่างโปร่งใสตามแนวทางของ Simple & Smart License  จึงนำมาสู่การจัดเวทีเปิดตัวโครงการทบทวนการอนุญาตในครั้งนี้ อันจะนำไปสู่การลดขั้นตอนการอนุญาตที่ไม่จำเป็น

     ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดการสัมมนา และปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ทำไมประเทศไทยต้องทบทวนการอนุญาต ศ.ดร.วิษณุกล่าวว่า แนวความคิดเรื่องการอนุญาต การอนุมัติจะต้องมีการทบทวนเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน ในสมัยก่อนคำว่า การอนุญาต การอนุมัติ มีความหมายเพียงการยินยอมให้ทำ แต่ในทางกฎหมายการขออนุญาตมีความยุ่งยากและมีกระบวนการที่เกี่ยวข้องหลายขั้นตอน มีความเกี่ยวพันกับกระบวนการ ๙ กระบวนการ ดังนี้

๑. ต้องมีการขออนุญาต กรอกแบบฟอร์ม หน่วยงานราชการบางแห่งจะต้องมีการไปติดต่อ และไปพบกับเจ้าหน้าที่ราชการ

๒. มีขอบระยะเวลาการขออนุญาตตามที่กำหนดไว้ หากเกินระยะเวลาที่กำหนดไม่สามารถขอใบอนุญาตได้

๓. ขั้นตอนการแสดงเอกสารหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่

๔. มีกระบวนการพิจารณาว่าจะได้รับการอนุญาตหรือไม่

๕. ขั้นตอนการออกใบอนุญาต

๖. ขั้นตอนการเสียค่าธรรมเนียม หากมีการเสียค่าธรรมเนียมจำนวนมากจะเป็นภาระแก่ประชาชน

๗. ขั้นตอนการต่อใบอนุญาต

๘. เรื่องการอุทธรณ์การขอใบอนุญาต

๙. การขออนุญาตเรื่องเดียวแต่มีความเกี่ยวข้องกับใบอนุญาตหลายใบ

     จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่ากระบวนการที่ยุ่งยากทั้งหมดนี้เกิดจากคำว่า License (ใบอนุญาต) จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการทบทวนใบอนุญาต ซึ่งรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ว่า จะต้องมีการปฏิรูประบบราชการ จะต้องมีการปฏิรูปการออกกฎหมาย กฎหมายพึงออกเท่าที่จำเป็น ก่อนจะออกกฎหมายต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน  นอกจากนี้ แผนปฏิรูปประเทศที่ได้ประกาศบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา ก็ได้มีการกำหนดให้มีการปฏิรูปใบอนุญาต โดยจะต้องทบทวนกฎหมายที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการอนุญาต รวมถึงยุทธศาสตร์ชาติก็ได้กำหนดให้มีการทบทวนเรื่องการออกใบอนุญาตไวด้วย และพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้กำหนดเรื่องการทบทวนการอนุญาตไว้ในมาตรา ๖

     ศ.ดร.วิษณุ กล่าวว่า ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลได้ปรับแก้กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตไปแล้วบางส่วน เช่น การนำเอาวิธีจดแจ้ง หรือวิธีการขึ้นทะเบียนมาใช้แทนการขออนุญาต เรื่องเปิดโอกาสให้มีการอนุญาตได้โดยไม่จำกัดขอบระยะเวลา การลดเอกสารโดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่ไม่จำต้องขอเอกสารสำเนาบัตรประชาชน การปรับปรุงกระบวนการในการพิจารณาของทางราชการที่จะต้องมีการประกาศหลักเกณฑ์ในการอนุญาตเพื่อให้ประชาชนรู้เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ  นอกจากนี้ เรื่องการออกใบอนุญาตได้มีการกำหนดกรอบระยะเวลาของภาครัฐที่จะต้องออกใบอนุญาตเพื่อให้ประชาชนเกิดความสะดวกในการติดตามการออกใบอนุญาตและกำหนดระยะเวลาการอุทธรณ์ ส่วนเรื่องการอนุญาตหนึ่งเรื่องเกี่ยวข้องกับใบอนุญาตหลายใบนั้นมีความเห็นว่าควรนำเอารูปแบบ LicenseOne ที่สามารถยื่นคำขอการอนุญาตได้ในครั้งเดียวของประเทศสิงคโปร์มาใช้ในประเทศไทย

     ศ.ดร.วิษณุกล่าวต่อไปว่า สิ่งสำคัญสามประการในเรื่องนี้คือ ประการแรก จะต้องเลิกการออกใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น ประการที่สอง การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจประเภทใดหากสามารถทำได้ในคราวเดียวให้นำเอารูปแบบ LicenseOne มาใช้ ประการที่สาม ขั้นตอนที่เกี่ยวข้องการขออนุญาตทั้งหมดจะต้องรวดเร็ว การลดกระบวนการในการขออนุญาต การดำเนินการทั้งหมดจะต้องอยู่ในแนวทาง Easier ง่ายขึ้นกว่าเดิม Faster เร็วขึ้นกว่าเดิม Cheaper ค่าใช้จ่ายทุกอย่างต้องถูกลง ทั้งค่าใช้จ่ายของประชาชน ค่าใช้จ่ายของภาครัฐ หากสามารถนำเอาเทคโนโลยีระบบออนไลน์หรือดิจิทัลมาใช้ได้ก็ให้นำมาใช้ทั้งหมด

     ในปัจจุบันมีการนำเอาวิธีการ Regulatory Guillotine อันเป็นวิธีการที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศมาใช้ในประเทศไทย ซึ่งมีมติคณะรัฐมนตรีให้ทำในเรื่องนี้แล้ว โดยเริ่มต้นนำร่องจากเรื่องที่เกี่ยวกับการอนุญาต การอนุมัติ แล้วจึงค่อยขยายไปสู่เรื่องอื่น ซึ่งการกิโยตินกฎหมายที่เป็นอุปสรรคนั้นจะช่วยคลายข้อกำหนดในการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน

     ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการกำกับดูแลที่ดี (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานโครงการทบทวนการอนุญาตของทางราชการ คือการจัดทำฐานข้อมูลที่เกี่ยวกับการอนุญาตโดยจัดกลุ่มว่าธุรกิจแต่ละประเภทมีกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตกี่กระบวนงาน จากนั้นจะเชื่อมโยงฐานข้อมูลดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยกำหนดเป้าหมายให้ประชาชนสามารถยื่นขออนุญาตออนไลน์ได้ โดยโครงการทบทวนใบอนุญาตนี้มีระยะเวลาการดำเนินงาน ๘ เดือน การคัดเลือกการอนุญาตที่จะทบทวนพิจารณาจากเกณฑ์ดังนี้ ๑. การอนุญาตที่เป็นปัญหาตามข้อเสนอของภาคธุรกิจและภาคประชาชน ๒. การอนุญาตที่มีจำนวนการขอมากที่สุด ๓. การอนุญาตที่เกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ และ ๔. การอนุญาตของกระทรวงที่พร้อมดำเนินการ ซึ่งวิธีการทบทวนจะเป็นการนำเอา Checklists มาใช้เพื่อให้เป็นระบบ โดยจะต้องมีความโปร่งใสผ่านวิธีการเปิดเผยข้อมูลและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย การดำเนินงานทั้งหมดจะนำมาสู่การจัดทำข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องใบอนุญาต กระบวนงาน และแบบฟอร์ม

หลังจากนั้น เวทีดังกล่าวเปิดการเสวนาในหัวข้อ ทางรอดประเทศไทย…ต้องรื้อระบบการอนุญาตจริงหรือไม่ โดยมีร่วมเสวนาโดย

  • ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

  • นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี

  • นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการและประธานที่ปรึกษาฝ่ายจัดการบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย ตำกัด มหาชน

  • ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด มหาชน

  • นายโรเบิร์ต ซี ฟ็อกซ์ ประธาน Digital Economy ICT Group of JFCCT and EABC

  • ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม นายกสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่

ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ชโยดม สรรพศรี หัวหน้าคณะทำงานทบทวนการอนุญาตของทางราชการ

รศ.ดร.ชโยดม สรรพศรี เปิดเวทีเสวนาโดยตั้งประเด็นว่า การขออนุญาตมีความจำเป็นต่อภาคเอกชนอย่างไร นายกานต์ ตระกูลฮุน กล่าวในเรื่องนี้ว่า การดำเนินงานของภาคธุรกิจในระดับประเทศจะขับเคลื่อนได้อย่างคล่องตัวหากมีการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการประกอบธุรกิจในเรื่องการขออนุญาตเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงองค์กรระดับใหญ่ แต่รวมถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ดังนั้น หากมีการแก้ไขกฎหมายในเรื่องนี้จะเกิดผลดีต่อประเทศอย่างมาก

รศ.ดร.ชโยดม สรรพศรี ตั้งคำถามต่อนายโรเบิร์ต ซี ฟ็อกซ์ ว่าความคาดหวังในเรื่องนี้เป็นอย่างไร นายโรเบิร์ตกล่าวว่า แนวคิดของ Simple & Smart License นั้น ระบบการขออนุญาตควรจะต้องมีความชัดเจน และสามารถติดตามสถานะของการอนุญาตได้ กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตจะต้องมีความชัดเจนและง่ายต่อการได้ใบอนุญาต ต้องมีกรอบระยะเวลาที่เหมาะสม ค่าใช้จ่ายในการขออนุญาตจะต้องมีความเหมาะสม

ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กล่าวถึงใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง โดยเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนที่การซื้อที่ดิน การขออนุญาตก่อสร้าง การตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในแต่ละขั้นตอนมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมซึ่งมีจำนวนบริษัทที่ไม่ผ่านการพิจารณาในเรื่องนี้มีจำนวนถึงร้อยละ ๒๕ จึงมีความเห็นว่าควรมีการวางหลักเกณฑ์ที่แน่นอนในการประเมินการออกใบอนุญาต เพื่อให้เกิดความสะดวกต่อผู้ประกอบการ

ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม กล่าวว่า ในปัจจุบันกำลังจะเกิดใบอนุญาต startup ขึ้นมา ซึ่งการกำหนดคำนิยามของ startup มีความยาก เนื่องจากในทางปฏิบัติ startup คือการคิดสิ่งใหม่เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นของประชาชน ซึ่งในเรื่องนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในการพิจารณาว่ากิจการแบบใดที่เรียกว่า startup  ดังนั้น จึงควรมีการทบทวนและปรับปรุงเรื่องการขอใบอนุญาต

ด้านดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนโยบายของภาครัฐอันเป็นที่มาของโครงการทบทวนการอนุญาต โดยกล่าวว่า หัวใจสำคัญของปัญหาการขออนุญาตในปัจจุบันคือการที่ประชาชนประสบพบเจอกับกฎระเบียบที่มากจนเกินไป และปัญหาในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สะสมมายาวนาน ที่ต้องได้รับการสะสางโดยเร่งด่วน ประเด็นที่สำคัญคือจะต้องทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้จริง ซึ่งการจะแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ได้จะต้องมีความเข้าใจภาครัฐ เนื่องจากบทบาทของภาครัฐคือผู้รักษากฎ ระเบียบต่าง ๆ ของบ้านเมือง โครงการทบทวนการอนุญาตที่จะเกิดขึ้นมีจะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งโครงการนี้มีเครื่องมือวิธีการที่ได้รับการยอมรับในหลายประเทศ ร่วมกันกับการมีที่ปรึกษาที่ดำเนินการศึกษาในเรื่องนี้ และได้รับความร่วมมือจากทีมงานนักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ (นปร.) และหน่วยงานรัฐที่มีความพร้อม เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นต้น ซึ่งการนำร่องศึกษาในเบื้องต้น คณะทำงานได้ดำเนินการศึกษาเรื่อง Visa และ Work permit โดยรูปแบบการดำเนินงานในขั้นต่อไปจะมีการจัดตั้งคณะทำงานที่มีส่วนร่วมของผู้ประกอบการภาคเอกชน และเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ดำเนินงานร่วมกันในการทบทวนการอนุญาต

นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวว่า การดำเนินงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมบังคับคดีดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล อีกประการหนึ่ง กรมบังคับคดีได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่อง Ease of doing business ตัวชี้วัดที่ ๑๐ ด้านการแก้ไขปัญหาการล้มละลาย ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมาทำให้ตัวชี้วัดในเรื่องนี้ปรับอันดับดีขึ้นมาอยู่ที่อันดับ ๑ ของอาเซียน โดยตลอดระยะเวลา ๔ ปี กรมบังคับคดีแก้ไขกฎหมายมาแล้ว ๖ ฉบับ ผลที่เกิดขึ้นในทางเศรษฐกิจของการปรับอันดับในเรื่องนี้คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน นางสาวรื่นวดีกล่าวว่าหัวใจสำคัญของการทบทวนในเรื่องนี้คือการปรับเปลี่ยน mindset ของภาคราชการ กรมบังคับคดีในปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่ระบบดิจิทัล งานของกรมบังคับคดีในวันนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องเพียงกฎหมายอีกต่อไป แต่เป็นการให้บริการประชาชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตัวอย่างการดำเนินงานของกรมคือปริมาณคดีอายัดมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คดี สามารถลดปริมาณกระดาษได้ไม่น้อยกว่า ๗ ล้านแผ่นต่อปี

ความเห็นจากโรเบิร์ต ซี ฟ็อกซ์ ต่อคำถาม Best practice ของแต่ละประเทศคืออะไรนั้น นายโรเบิร์ตกล่าวว่า ไม่มีคำตอบที่แน่นอนตายตัวสำหรับเรื่องนี้ แต่อาจสามารถศึกษาได้จากประเทศที่ประสบความสำเร็จในด้านนั้น ๆ เช่น หากเราจะดูตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในด้านระบบดิจิทัล ก็ต้องศึกษาประเทศเอสโทเนีย ที่มีการนำเอาเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ หากเราจะดูตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการนำเอาเครื่องมือ Regulatory Guillotine มาใช้ ก็ต้องศึกษาจากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งในขั้นแรกจะต้องมีฐานข้อมูลที่ดี นอกจากนี้ ภาครัฐจะต้องมีทัศนะทางการเมืองที่แข็งแรง ซึ่งประเทศสิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ดีเรื่องนี้ที่ประชากรของประเทศมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน หรือประเทศเมียนมาร์เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องการขอวีซ่าออนไลน์ ซึ่งเราสามารถศึกษากรณีตัวอย่างเฉพาะที่ประสบความสำเร็จได้ในแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เป็นแนวคิดที่ดีคือเรื่องการนำเอาระบบออนไลน์และระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในกระบวนการต่าง ๆ เช่นที่กรมบังคับคดีดำเนินการเป็นตัวอย่าง และแนวคิดเรื่องการนำเอาระบบ one stop service มาใช้ก็เป็นเรื่องที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนได้มาก

     ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชนจะร่วมกันพิจารณาข้อเสนอแนะที่ได้จากการดำเนินงานตามโครงการทบทวนการอนุญาตดังกล่าว เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วนและคณะรัฐมนตรีต่อไป